วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549

เซ็กส์สิกขา 4 : "เพศ" ภายใต้โครงสร้างสังคม "ชายเป็นใหญ่"



เวลาที่เราทำการศึกษาเรียนรู้เรื่องราวปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในสังคม วิธีการเรียนรู้ที่สามารถทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ของเรื่องราวได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็นวิธีหนึ่งก็คือการเรียนรู้ผ่านวิธีคิดแบบ ‘โครงสร้างสังคม’

วิธีคิดเแบบโครงสร้างสังคมคืออะไร ?
สังคมประกอบด้วยสถาบันหลายสถาบันประกอบขึ้นมาเป็นส่วนประกอบโครงสร้างของสังคม แต่ละสถาบันทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมให้ฅนที่อยู่ในสังคมคิด, ประพฤติ, ปฏิบัติ ดำเนินชีวิตให้เป็นไปตามค่านิยมที่สถาบันทั้งหลายเหล่านั้นกำหนดเป็นกรอบขึ้นมา
สถาบันหรือโครงสร้างต่าง ๆ เหล่านั้นได้แก่ การศึกษา, ศาสนา, กฎหมาย, วัฒนธรรม, ประเพณี, ระบบการปกครอง ซึ่งสถาบันหรือโครงสร้างดังกล่าวเหล่านี้มีอิทธิพลต่อระบบความคิดความเชื่อรวมไปถึงพฤติกรรมของผู้คนในสังคม

โครงสร้างและแนวคิดเรื่องเพศในสังคมไทย
เมื่อเราทำการศึกษาเรียนรู้สถานการณ์เรื่องเพศ เพศ ก็มีมิติที่สัมพันธ์กับฅน ฅนก็มีมิติที่สัมพันธ์กับสังคม สังคมก็มีมิติที่สัมพันธ์กับวิธีคิดซึ่งสัมพันธ์กับระบบโครงสร้างสังคม จึงมีความจำเป็นที่เราต้องเรียนรู้วิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศผ่านโครงสร้างสังคมไปด้วย
แล้วโครงสร้างสังคมไทยมีแนวคิดเรื่องเพศเป็นอย่างไร ? โครงสร้างและแนวคิดเรื่องเพศในสังคมไทยมีลักษณะแบบ ‘ชายเป็นใหญ่’
แล้วโครงสร้างสังคมแบบชายเป็นใหญ่เป็นอย่างไร ?
โครงสร้างสังคมแบบชายเป็นใหญ่ก็คือ สถาบันต่าง ๆ ในสังคมนั้น ๆ ให้ความสำคัญกับเพศชายมากกว่าเพศสภาพอื่น ๆ นั่นหมายความว่าระบบการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี การปกครอง โครงสร้างต่าง ๆ ดังกล่าวเหล่านี้ได้ให้ความหมายกับเพศชายเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสืบสกุลของสถาบันครอบครัว, การเป็นผู้นำในสถาบันการเมืองการปกครอง, การเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในสถาบันศาสนา เนื้อหาของกฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณี ที่เปิดโอกาสและให้ความสำคัญกับผู้ชายเป็นสำคัญ ในเมื่อโครงสร้างสังคมให้ความสำคัญกับเพศใดเพศหนึ่งเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อเพศสภาพอื่น ๆ ตามมาซึ่งจะกล่าวในลำดับต่อไป

ลักษณะเด่นอื่นๆ ของสังคมชายเป็นใหญ่
นอกเหนือจากการกำหนดบทบาท หน้าที่ และการมอบความสำคัญให้กับเพศชายเป็นหลักแล้ว ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ยังมีลักษณะเด่นอื่น ๆ อีก ๔ ประการด้วยกัน คือ
๑. ให้ความสำคัญกับ ‘รักต่างเพศ’ (Heterosexual) เป็นหลัก เนื่องจากรักต่างเพศเป็นความรักระหว่างชายกับหญิง จึงเป็นกรอบอำนาจที่ลงตัวพอดิบพอดีในการมอบบทบาทความเป็นผู้นำให้กับชาย และมอบความเป็นผู้ตามให้กับหญิง ทั้งนี้ การศึกษา กฎหมาย ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ต่างก็วางหลักเกณฑ์และสนับสนุนการใช้ชีวิตคู่แบบรักต่างเพศไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นคู่รักเพศเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชายกับชาย หญิงกับหญิง มักจะอยู่กันลำบากภายใต้โครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่แบบนี้ เนื่องจากกฎหมายก็ไม่มีทะเบียนสมรสรับรองให้ วัฒนธรรมประเพณีก็ไม่ยอมรับ ศาสนาก็ไม่ได้พูดถึงการดำเนินชีวิตสำหรับเพศเดียวกันไว้ การศึกษาในโรงเรียนก็ไม่มีการบอกเล่าถึงสิทธิของการรักเพศเดียวกัน การมอบความสำคัญให้กับรักต่างเพศจึงเป็นการปกป้องพื้นที่ทางอำนาจให้กับเพศชายได้ดำรงอยู่ สังคมที่ชายเป็นใหญ่จึงมีการพยายามปฏิเสธรูปแบบความรักที่ ‘ไม่ใช่รักต่างเพศ’ ออกไป แต่จะมีรางวัลและคำชมเชยให้สำหรับรูปแบบความรักที่เป็น ‘รักต่างเพศ’
๒. ไม่มีพื้นที่ให้ ‘ผู้หญิง’ ควบคุม ‘ผู้หญิง’ รังเกียจ ‘ผู้หญิง’ (Misogyny or Sexism) เราคงจำกรณีรื้อฟื้นการบวชภิกษุณีเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วได้ ในที่สุดคำตอบจากสถาบันสงฆ์ไทยก็คือการไม่เปิดโอกาสให้มีการบวชหญิงเป็นพระสงฆ์อย่างเป็นทางการ แม้การบวชหญิงเป็นพระสงฆ์จะมีระบุไว้ในพุทธศาสนาว่าสามารถบวชได้และเป็นส่วนหนึ่งของพุทธบริษัท ๔ ก็ตาม แต่การที่สังคมไทยมีลักษณะ ‘ชายเป็นใหญ่’ นั่นเอง อาการ ‘รังเกียจหญิง’ ที่มีอยู่ในสังคมชายเป็นใหญ่จึงยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดี อีกทั้งสังคมชายเป็นใหญ่มีมุมมองต่อผู้หญิงว่าเป็น ‘มาร’ จึงมักมีการรณรงค์เรื่องเพศที่คอยออกมาควบคุมเนื้อตัวร่างกายผู้หญิงมากกว่าควบคุมผู้ชาย การบอกให้ผู้หญิง ‘รักนวลสงวนตัว’ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการพยายามควบคุมผู้หญิงให้อยู่ในร่องในรอย ในขณะที่ผู้ชายไม่มีการบอกเช่นนั้นแต่กลับมีการรณรงค์ให้สวมถุงยางอนามัยแทน จึงออกจะดูขัด ๆ กันอย่างไรชอบกลสำหรับการจัดวางที่ทางทางสังคมระหว่างชายกับหญิงที่มีความลำเอียงเช่นนี้
๓. รังเกียจ ‘กะเทย’ หรือรังเกียจความ ‘หลากหลายทางเพศ’ (Homophobia) เพราะ ‘กะเทย’ มีเพศสภาพที่ไม่ใช่ผู้ชายแข็งแกร่ง อกไม่สามศอก และถึงแม้จะเป็นกะเทยที่ยังมีองคชาติอยู่ (ยังไม่ได้ถูกตัดออก) ก็ตามเวลาที่กะเทยไปไหนมาไหนก็มักจะเป็นที่ขัดหูขัดตาของชาวบ้านทั่วไป (ยกเว้นในบทบาทของการเป็นผู้ให้ความบันเทิงหรือบทบาทการเป็นช่างเสริมสวย) การเป็นกะเทยในตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ก็ยังเป็นปัญหาในความรู้สึกสำหรับผู้ฅนจำนวนมาก แม้แต่การเป็น ‘ผู้ชายที่ชอบผู้ชาย’ ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมไทยยังไม่อยากจะยอมรับได้ง่าย ๆ นักแม้ว่าเมื่อดูจากภายนอกจะเป็นผู้ชายที่ไม่ต่างจากผู้ชายทั่วไป แต่เพราะสังคมชายเป็นใหญ่ที่ยอมรับได้เฉพาะ ‘ผู้ชาย’ เท่านั้น ‘ผู้ชายที่แตกต่าง’ จึงเป็นอันต้องถูกรังเกียจไปด้วย สังคมชายเป็นใหญ่จึงไม่ยอมเปิดโอกาสให้เกิดการยอมรับเพศสภาพที่แตกต่างหลากหลายได้ง่ายนัก
๔. มองเรื่องเพศเป็นลบที่ต้องควบคุม เซ็กส์ภายใต้โครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ได้ถูกควบคุมและถูกบอกว่าเป็นเรื่องต้องห้ามที่ควรระมัดระวังอย่าได้เข้าไปผัมผัสเข้าใกล้มากกว่าจะมีการมองว่าเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจกันได้ โดยที่แต่ละฅนก็มีอวัยวะเพศติดตัวกันมาอย่างน้อยคนละหนึ่งอันจึงเป็นไปไม่ได้ที่ฅนเราเกิดมาแล้วจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศแม้แต่น้อยนิด
ระบบการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ตัวบทกฎหมาย ต่าง ๆ นานาเหล่านี้มักจะพูดว่าเซ็กส์หรือเเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ต้องควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดอย่าให้ละสายตาไปได้มิเช่นนั้นจะเกิดการผิดศีลธรรมขึ้นมา เช่น ท้องก่อนแต่ง ติดเชื้อเอชไอวี เกิดปัญหาทางเพศ เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และในที่สุดก็นำไปสู่พฤติกรรมที่ผิดวัฒนธรรมประเพณีและมีโทษทางกฎหมายตามมา โครงสร้างสังคมที่คอยบอกคอยเตือนให้ระมัดระวังเรื่องเพศแบบตึงเครียดเช่นนี้ดูเป็นการเพิ่มปัญหาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นมากกว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ฅนรู้สึกดีกับตัวเอง ระบบโครงสร้างสังคมแบบนี้จึงมักสอนฅนว่าเซ็กส์เป็นเรื่องสกปรกอย่างเข้าไปข้องแวะยุ่งเกี่ยวแทนที่จะสอนฅนว่าเซ็กส์เป็นเรื่องรื่นรมย์ทำอย่างไรจึงจะมีเซ็กส์ที่ปลอดภัย ซึ่งน่าจะส่งผลดีกับสุขภาพจิตของฅนมากกว่า

การเข้าไปสำรวจตรวจสอบระบบวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศในสังคมไทยจึงไม่อาจเข้าไปตรวจสอบอย่างลอย ๆ แล้ววิเคราะห์ตัดสินถูกผิดจากมุมมองของเราโดด ๆ ได้อีกต่อไป แต่เราควรมีกรอบวิธีคิดแบบโครงสร้างสังคมไว้คอยส่องดูสถานการณ์ทางเพศในสังคม เพื่อเราจะได้เห็นถึงโครงสร้างอะไรบางอย่างที่คอยโยงใย ควบคุม และกดดันผู้ฅนในเรื่องเพศ โดยเรามิอาจวิพากษ์วิจารณ์ ชี้ถูก-ชี้ผิด แบบเดิม ๆ ได้โดยปราศจากการมองเห็นรากเหง้าของปัญหาว่าจริง ๆ แล้วส่วนหนึ่งของปัญหาเรื่องเพศก็มาจากโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ด้วยนั่นเอง

เซ็กส์สิกขา 3 : เพศในฐานะเรื่องการเมือง



ผู้คนจำนวนมากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศในฐานะเรื่องการเมืองทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว !

- ทำไมสังคมของเราต้องมีการรณรงค์เรื่อง ‘รักนวลสงวนตัว’ ด้วย
- ทำไมเราต้องคอยบอกเยาวชนของเราว่าอย่าไปยุ่งกับเซ็กส์ก่อนวัยอันควร
- ทำไมช่วงสงกรานต์จึงต้องคอยบอกคอยกำกับผู้หญิงไม่ให้สวมเสื้อสายเดี่ยว
- ทำไมจึงมีคนชอบออกมาบอกว่าภาพของเกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ในทีวีเยอะเกินไป ควรลดน้อยลงกว่านี้

นั่นคือตัวอย่างของเรื่องเพศที่กลายเป็นเรื่องการเมือง
การเมือง คือ การใช้อำนาจระหว่างคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง (หรือระหว่างคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกหลาย ๆ กลุ่ม) ซึ่งเวลาเราพูดถึงเรื่องการเมืองเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่อง ‘อำนาจ’ หรือ เป็นไปไม่ได้ที่จะละเลยไม่พูดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนที่มีอำนาจเหนือกว่ากับคนที่มีอำนาจน้อยกว่า
ตัวอย่างของการเมืองเรื่องเพศทั้ง ๔ หัวข้อข้างต้นเป็นตัวอย่างที่ดีของการแสดงให้เห็นว่าในสังคมของเรามีการใช้อำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์หรือให้คุณค่าต่อพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศในท่ามกลางบุคคลแต่ละกลุ่มอย่างไร ซึ่งนั่นเองที่เป็นเรื่อง ‘การเมือง’ จริง ๆ
เราจะเห็นได้ว่าอคติในความหวาดกลัวต่อประเด็นเรื่องเพศทั้งหลายแหล่ได้สรุปลงตรงความหวาดกลัวว่าสังคมไม่สามารถจะจัดการผู้คนในอยู่ในกรอบระเบียบอันดีงามได้ จึงมีการออกคำเตือน, รณรงค์, ประชาสัมพันธ์ แกมใช้อำนาจไปจนถึงขั้นใช้อำนาจอย่างเต็มที่ในการควบคุมกำกับพฤติกรรมทางเพศของผู้คนที่หลากหลายซึ่งถูกทำให้ ‘เข้าใจ’ ว่าเป็นสาเหตุของการเสื่อมเสียศีลธรรมอันดี และเป็นสาเหตุของความวุ่นวายต่าง ๆ นานา เราจึงได้เห็นคำเตือนทำนองนี้ถูกผลิตออกมาอีกหลายคำเตือนด้วยกัน จึงดูคล้าย ๆ กับว่าสังคมไทยเวลานี้เต็มไปด้วยคำเตือนเรื่องเพศร้อยแปดพันเก้ากระจัดกระจายอยู่ในอากาศ
คำเตือน, การรณรงค์, หรือการประชาสัมพันธ์ ว่าด้วยข้อห้ามเรื่องเพศดังกล่าวที่ประดังประเดกันออกมาต่างก็ไม่ได้มีการสำรวจวิจัยว่าประเด็นที่มีการออกมารณรงค์นั้นสามารถควบคุมหรือยุติความเลวร้ายทางเพศได้จริง
ยกตัวอย่างการออกมาบอกให้เยาวชนรักนวลสงวนตัว ก็ไม่มีการวิจัยว่าบอกแล้วเยาวชนสามารถงดเว้นการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศได้จริง สังคมอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขได้จริง หรือที่บอกว่าเยาวชนไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศก่อนวัยอันควรนั้น ก็ไม่มีการบอกอย่างชัดเจนว่า ‘วัยอันควร’ ที่สามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศได้นั้นคือ ‘อายุเท่าไหร่ ?’
หรือการที่ผู้หญิงใส่สายเดี่ยวในช่วงสงกรานต์เป็นต้นเหตุของคดีข่มขืนจริงหรือ ? การที่ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิดแสดงให้เห็นว่าสังคมอยู่กันอย่างปรกติสุขจริงหรือ ?
หรือการที่ภาพของเกย์ กะเทย ทอม ดี้ ปรากฏในทีวีเป็นสัญญาณร้ายมากว่าจะบอกว่าบุคคลเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริงในสังคมไทย ? หรือถ้าหากว่าการที่ไม่มีภาพของเกย์ กะเทย ทอม ดี้ ปรากฏในจอทีวีหมายความว่าในสังคมของเราไม่มีพวกเขาเหล่านั้น ?
การไม่เข้าไปทำความเข้าใจกับประเด็นทางเพศดังกล่าว แต่กลับหันไปสร้างคำเตือน, ทำการรณรงค์, สร้างการประชาสัมพันธ์เพื่อใช้อำนาจควบคุมและกำกับพฤติกรรมของผู้คนเช่นนี้จึงกลายเป็นการเมืองเรื่องเพศไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญก็คือคำเตือน, การรณรงค์, การประชาสัมพันธ์ดังกล่าวได้ส่งผลสะท้อนกลับให้เยาวชนจำนวนมาก ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย เกย์ กะเทย เลสเบี้ยนจำนวนมาก กระทำการท้าทายต่อกฎเกณฑ์และข้อห้ามดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
เราจึงได้เห็นอาการโต้ตอบกันไปมาระหว่างคนสองกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องเพศ เพื่อแสดงออกทางเพศและแสดงตัวตนในทางเพศ ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ อันเป็นการใช้อำนาจและแสดงอำนาจระหว่างกันไปมา เพื่ออย่างน้อยก็เป็นการบ่งบอกว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมจำนนต่อวาทกรรมที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะแห่งนั้น
การเมืองเรื่องเพศ ที่เรามักจะวาดภาพว่าต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เป็นรัฐสภาหรือในพื้นที่ที่เป็นการเมืองแบบรูปธรรมก็คงไม่ได้เป็นภาพเช่นนั้นอีกต่อไป
การเมืองที่ผูกโยงไปยังเรื่องเพศ หรือ เรื่องเพศที่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องการเมือง จึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุก ๆ ที่เมื่อที่นั้น ๆ มีการใช้อำนาจโดยฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่ากระทำต่อผู้มีอำนาจด้อยกว่าอย่างปราศจากการปราณีปราศรัย หรืออย่างปราศจากการลงไปทำการศึกษาอย่างลึกซึ้งต่อประเด็นทางเพศที่พากันคิดและเข้าใจกันไปว่าเพศเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาทางด้านศีลธรรม โดยมีมายาคติเกี่ยวกับความหวาดกลัวระแวดระวังในเรื่องเพศเป็นรากเหง้าของปัญหาดังกล่าว.

เซ็กส์สิกขา 2 : เพศในฐานะสิ่งสร้างทางสังคม

เพศไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคม !
ที่บอกว่าเพศไม่ใช่เรื่องธรรมชาติแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคมนั้น เราอยากพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเวลาที่ร่างกายของฅนเราเจริญเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ที่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์กัน (คือ ผู้ชายที่ลูกอัณฑะเริ่มมีการสร้างตัวอสุจิ องคชาติแข็งตัวได้ ส่วนผู้หญิงก็เริ่มมีการตกไข่มีรอบเดือน) ฅนเราก็ไม่ได้มีโอกาสได้ร่วมเพศกันอย่างที่ ‘ธรรมชาติ’ ภายในเรียกร้องทั้ง ๆ ที่วัยเจริญพันธุ์นั้น ๆ (จำได้ว่าน่าจะราว ๆ ๑๐ กว่าขวบขึ้นไป … วัยเจริญพันธุ์ของแต่ละฅนอาจเหลื่อมล้ำกันนิดหน่อยอย่างน้อยก็อยู่ในราว ๆ ๑๐ กว่าขวบนี่แหละ) แต่ละฅนต่างก็มีความต้องการทางเพศกันอย่างเต็มเปี่ยมถ้วนหน้า แต่ก็ไม่ได้ทำตามใจอยากได้อย่างเต็มที่เพราะมี ‘สิ่งสร้างทางสังคม’ คอยกำกับดูแล
กระบวนการ ‘สิ่งสร้างทางสังคม’ ที่เพศได้ถูกทำให้เป็นไปอย่างอย่างน่าสนใจประการหนึ่งก็คือ เพศได้ถูกทำให้กลายเป็น สิ่งสกปรก ชั่วร้าย ต่ำช้า น่ารังเกียจ ผู้ใดเข้าไปสัมผัสข้องแวะด้วยมีสิทธิ์กลายเป็น ฅนเลวทราม ไปได้ในทันที ยกเว้นว่าคุณจะเข้าไปข้องแวะกับเรื่องเพศภายใต้เงื่อนไขที่เพศเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบระเบียบบางอย่างที่สังคมได้จัดวางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
ถ้าเช่นนั้น “เพศที่ดีในกรอบที่สังคมได้จัดวางสร้างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” คืออะไร ?
เพศที่ดีในกรอบของสังคมก็คือต้องเป็นเพศสัมพันธ์หรือการร่วมเพศที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า
- อยู่ในวัยอันควร ไม่ใช่ในวัยที่พร้อมจะสืบพันธุ์
- เป็นคู่ ไม่เป็นหมู่
- เกิดขึ้นระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น
- อยู่ในการแต่งงาน ไม่ใช่เซ็กส์นอกสมรส
- มีความรักกันมาก่อน ไม่ใช่เกิดขึ้นภายหลังรู้จักกัน ๕ นาที
- เกิดขึ้นในที่มิดชิด ไม่สาธารณะ หรือไม่เป็นไปเพื่อโชว์หรือเพื่อถ่ายทำเป็นภาพบันทึก
- เป็นไปเพื่อการสร้างเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่เพื่อสนุก
- ไม่ใช่การสำเร็จความใคร่ตนเอง
- ไม่ใช่การซื้อขาย
- เกิดขึ้นที่อวัยวะเพศกับอวัยวะเพศที่ตรงข้ามกันเท่านั้น ไม่เกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นเช่น ที่ทวารหนัก หรือที่ปาก
- ไม่มีการใช้อุปกรณ์อื่นเข้าช่วย เช่น Sextoy
ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า ‘กรอบเรื่องเพศ’ ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อกำกับ จำกัด ควบคุม ดูแลและกดดันฅนให้ดำรงตัวเองอยู่ในกรอบเรื่องเพศที่ไม่เปิดกว้างนัก (ถ้าตัด ฯลฯ ออกไปแล้วมาช่วยกันระดมสมองเราคงได้ ‘ตัวอย่าง’ ของเพศในกรอบอีกหลายตัวอย่างทีเดียว) ทำให้ผู้ฅนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดและถูกกดดันไปกับ ‘สิ่งสร้าง’ อันนี้ โดยที่ฅนจำนวนมากนั้นเองต่างก็หลุดออกจากกรอบเรื่องเพศดังกล่าวกันฅนละเล็กละน้อยไปฅนละทิศละทาง และไม่เป็นที่เปิดเผยในที่สาธารณะเสียด้วย !
ดังนั้นหากพฤติกรรมทางเพศที่นอกกรอบของใครก็ตามได้ถูกเปิดเผยเปิดโปงต่อสาธารณชน บุคคลนั้นก็จะถูกประนามถูกลงโทษจากสังคมอย่างที่มีฅนจำนวนหนึ่ง (ทั้งที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง) ได้ถูกเปิดโปงและกำลังถูกสังคมลงโทษอยู่ในเวลานี้
ในขณะที่ฅนจำนวนมากนั่นเองต่างก็มีพฤติกรรมทางเพศที่หลุดออกจากกรอบกันทุกฅนเพียงแต่ไม่ได้ถูกเปิดเผยในที่สาธารณะแค่นั้นเอง
ส่วนใครก็ตามที่พยายามทำตัวให้อยู่ในกรอบเรื่องเพศที่ดีตามที่สังคมวางไว้ก็จะได้รับรางวัล คำชมเชย การยอมรับและการช่วยเหลือต่าง ๆ จากทั้งตัวสังคมเองและจากสถาบันทางสังคมทั้งที่เป็นหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน ส่วนใครก็ตามที่มีพฤติกรรมทางเพศที่นอกกรอบไปจากที่สังคมได้กำหนดก็จะได้รับการประจาน การประนาม ความรังเกียจ เพราะถือว่าเป็นบุคคลชั่วร้ายควรได้รับการลงโทษ
หากเรามองให้เห็นสักนิดว่าเพศก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคมเช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างบนโลกนี้ บางทีเราอาจจะมีสติสตังกันมากขึ้นก่อนที่เราจะมองและตัดสินใครจากพื้นฐานความคิดของเราเองที่มี สิ่งสร้างทางสังคม ฝังอยู่ในหัว.

เซ็กส์สิกขา 1 : เพศสามขา

ชื่อคอลัมน์ เซ็กส์สิกขา
ผู้เขียน ฅนนอก
วารสาร เส้นฟาง รายเดือน เริ่มต้นตอนแรกเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗
ชื่อบทความตอนที่ ๑ เพศสามขา

นี่เป็นคอลัมน์ที่จะพาคุณไปสำรวจตรวจสอบและเรียนรู้ใหม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ เพศทำไมต้องตรวจสอบ ? ทำไมต้องเรียนรู้ใหม่ ? การเรียนรู้ใหม่แตกต่างอย่างไรกับความรู้แบบเก่าที่เราเคยมี ? เพราะมันมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอนทีเดียวเราจึงไม่ลังเลที่จะเขียนเรื่องราวทำนองนี้ขึ้นมานำเสนอผ่านคอลัมน์เซ็กส์สิกขาในสิ่งพิมพ์ทางเลือกแบบนี้ หาไม่แล้วเราคงหาอ่านเรื่องเพศแบบที่เราเชื่อกันแบบเดิม ๆ เป็นเพศศึกษาแบบเก่าที่หาอ่านได้ตามหนังสือทั่วไปที่มักจะนำเสนอเรื่องเพศภายใต้กรอบวิธีคิดแบบเก่าตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามเวียดนามหรือสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
งั้นเรามาสำรวจตรวจสอบและเรียนรู้ใหม่กันเลยดีไหม…
คำว่า เพศ ที่เราใช้ ๆ กันอยู่ในเวลานี้ปะปนไปด้วยความหมายอย่างน้อยก็ ๓ ความหมายด้วยกัน
๑. เพศ (Sex) ในความหมายของลักษณะอวัยวะเพศว่าเป็นแบบมี ‘องคชาติมีลูกอัณฑะ’ หรือเป็นแบบมี ‘มดลูกมีรังไข่’ หรือเป็นแบบไม่ปรากฏว่าเป็นแบบใดแบบหนึ่ง เพศในความหมายนี้จึงหมายถึงสภาพของอวัยวะเพศเชิงรูปธรรมที่จะบ่งบอกหรือนิยามว่าฅน ๆ นั้นเป็นเพศอะไร ผู้หญิง ผู้ชาย หรือไม่ปรากฏเพศที่แน่ชัด ปัจจุบันเราค้นพบว่าอย่างน้อยเวลานี้อวัยวะเพศของมนุษย์ไม่ได้มีอยู่แค่ ๒ แบบเท่านั้น แต่อาจจะมีถึง ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ แบบ แบบที่ค้นพบใหม่เราไม่ได้จัดพวกเขาให้อยู่ในพวกวิปริตพิกลพิการ ถ้ามันสามารถเจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตของร่างกายและยังสามารถใช้งานได้ ขับถ่ายของเสียได้ใช้สืบพันธุ์ได้นั่นคงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้เสียเวลาอีกต่อไป เพราะมันไม่ได้ขัดข้องพิกลพิการ เป็นเพียงอวัยวะเพศที่แตกต่างไปจากที่ฅนส่วนใหญ่มีเท่านั้นเอง
เพศในความหมายแรกนี้จึงหมายถึงลักษณะทางรูปธรรมของอวัยวะเพศเพื่อที่จะบ่งบอก นิยามว่าฅน ๆ นั้นเป็นเพศอะไร (หรือไม่จำเป็นต้องเป็นเพศอะไรก็ได้ แค่มีอวัยวะเพศ (Sex) ก็พอ)
๒. เพศวิถี (Sexuality) เพศในความหมายนี้ หมายถึง ระบบความคิดความหมายเรื่องเพศ เริ่มตั้งแต่เรามีความคิดความเชื่อในเรื่องเพศอย่างไรไปจนถึงเราได้ลงมือปฏิบัติการในเรื่องเพศของเราตามความคิดความเชื่อนั้นอย่างไร พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ‘เพศวิถี’ หมายถึงความคิดความเชื่อเรื่องเพศตั้งแต่ภาคทฤษฎีไปจนถึงภาคปฏิบัติ ซึ่งในเรื่องเพศวิถีนี้เป็นเรื่องสากลที่มีอยู่แล้วในสังคมแต่ละสังคม เป็นสิ่งที่สังคมให้ค่าหรือมอบคำนิยามให้แต่จะถูกหรือผิดนั้นนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือเป็นสิ่งที่ฅน ๆ หนึ่งนิยามขึ้นมาก็ได้ นั่นหมายความว่าเพศวิถีไม่ได้มีแค่ชุดความคิดใดเพียงชุดเดียว ในสังคมหนึ่งอาจเต็มไปด้วยเพศวิถีที่แตกต่างหลากหลายมากมายซ้อนทับหรือขัดแย้งกันอยู่ในสังคมเดียวกันนั้นเองก็ได้ เรื่องเพศวิถีในโลกนี้จึงไม่ได้มีแค่หนึ่งแต่มีอยู่หลายเพศวิถีด้วยกัน เพศวิถีในสังคมหนึ่งที่เชื่อถือปฏิบัติกันมานานก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอไป แต่เป็นสิ่งที่ฅนในสังคมควรหันมาตั้งคำถามเพื่อสร้างความเข้าใจกันใหม่
๓. บทบาททางเพศ (Gender) หรือที่ตอนนี้มีการใช้คำว่า เพศสภาพ เพศภาวะ เพศสถานะ
ในเมื่อมีอวัยวะเพศ (Sex) แล้ว จากนั้นก็มีความคิดความเชื่อต่อการปฏิบัติในเรื่องเพศ (Sexuality) แล้วในที่สุดก็มีการกำหนดบทบาททางเพศ (Gender) ให้
บทบาททางเพศ หมายถึงบทบาทที่สังคมเป็นตัวกำหนดให้เพศนั้น ๆ ต้องปฏิบัติภาระกิจหน้าที่การงานไปตามอวัยวะเพศที่ปรากฏ เช่น มีอวัยวะเพศแบบหนึ่งก็มีหน้าที่แบบหนึ่ง มีอวัยวะเพศแบบหนึ่งก็ให้เล่นของเล่นแบบหนึ่ง มีอวัยวะเพศแบบหนึ่งให้แต่งกายแบบหนึ่ง มีอวัยวะเพศแบบหนึ่งสามารถเข้าไปในสถานที่บางแห่งได้ในขณะที่อวัยวะเพศอีกแบบหนึ่งไม่สามารถเข้าไปได้ เป็นต้น
การมีอวัยวะเพศจึงไม่ใช่แค่เอาไว้ใช้ขับถ่ายหรือสืบพันธุ์เพียงเท่านั้น แต่จะเห็นได้ว่าตัวอวัยวะเพศเองได้นำไปสู่การถูกกำหนดคุณค่า ถูกกำหนดบทบาท ถูกกำหนดหน้าที่ผ่านความคิดความเชื่อทางวัฒนธรรม ประเพณี เชื้อชาติ ภาษาและศาสนาให้เป็นไปในระบบการดำเนินชีวิตประจำวันในแต่ละวันด้วย
นอกจากนี้ ‘บทบาททางเพศ’ ยังหมายถึงความคาดหวังที่มีต่อต่อบุคลิกภาพ อารมณ์ความรู้สึกที่มีในเพศนั้น ๆ ด้วย เช่น คาดหวังว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ เข้มแข็ง ไม่ร้องไห้ ในขณะที่ผู้หญิงต้องอ่อนโยน นุ่มนิ่ม เป็นผู้ตาม ร้องไห้ได้ โดยที่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีใครตั้งคำถามว่ามีความเป็นจริงมากน้อยเพียงใดที่ผู้ชายผู้หญิงต้องเป็นแบบนั้น
Gender หรือ บทบาททางเพศ จึงมิได้หมายถึงบทบาทต่อการให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ตามที่เราเข้าใจกันนัก แต่ Gender กลับกลายเป็นการรวบเอาบาททางเพศในสถานการณ์อื่น ๆ มารวมเข้าไว้ด้วย ซึ่ง Gender ในความหมายนี้นี่เองที่ออกจะสร้างปัญหาต่อบทบาทความเป็นชาย-ความเป็นหญิงของมนุษย์เราในเวลาต่อมา
ดังนั้น เวลาเราพูดถึงเรื่องเพศเรามักจะนำเอาเพศทั้ง ๓ ความหมายมาใช้กันอยู่เสมอและเพศ ๓ ความหมายดังกล่าวได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันไปมาตลอดเวลา แต่ภายใต้การทำหน้าที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันไปมานั้นต่างก็มีทั้งสร้างอคติ ผลิตซ้ำอคติ ดำรงอคติต่อเรื่องเพศให้คงอยู่อย่างต่อเนื่องกลายเป็นเก้าอี้สามขาที่ตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคงโดยที่เราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
การเรียนรู้ใหม่พร้อม ๆ ไปกับการเข้าไปตรวจสอบเรื่องเพศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรจะเห็นการแยกตัวออกเป็นสัดส่วน (แต่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน) ของเพศ ๓ ความหมายนี้และเราจะได้เห็นว่ามันทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไร
บางทีเราอาจจะบรรลุธรรมผ่านเรื่องเพศใกล้ ๆ ตัวแค่นี้เองก็ได้ …
(จบเซ็กส์สิกขา ตอนที่ ๑)